2005/Sep/06

หลักการใช้สี
การใช้สีกับงานออกมานั้น อญู่ที่นักออกแบบมีจุดมุ่งหมายใด ที่จะสร้างความสนใจ ความเร้าใจต่อผู้ดู
เพื่อให้เข้าถึงจุดหมายที่ตนต้องการ หลักของการใช้มีดังนี้

1.การใช้สีวรรณะเดียว
ความหมายของสีวรรณะเดียว (tone) คือกลุ่มสีที่แบ่งออกเป็นวงล้อของสีเป็น 2 วรรณะ คือ
วรรณะร้อน (warm tone) ซึ่งประกอบด้วย สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง สีเหล่านี้ให้อิทธิพล
ต่อความรู้สึก ตื่นเต้น เร้าใจ กระฉับกระเฉง ถือว่าเป็นวรรณะร้อน
วรรณะเย็น (cool tone) ประกอบด้วย สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วง สีเหล่านี้ดู เย็นตา
ให้ความรู้สึก สงบ สดชื่น (สีเหลืองกับสีม่วงอยู่ได้ทั้งสองวรรณะ)
การใช้สีแต่ละครั้งควรใช้สีวรรณะเดียวในภาพทั้งหมด เพราะจะทำให้ภาพความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
(เอกภาพ) กลมกลืน มีแรงจูงใจให้คล้อยตามได้มาก

2.การใช้สีต่างวรรณะ
หลักการทั่วไป ใช้อัตราส่วน 80% ต่อ 20% ของวรรณะสี คือ ถ้าใช้สีวรรณธร้อน 80% สีวรรณะเย็นก็ 20%
เป็นต้น ซึ่งการใช้แบบนี้สร้างจุดสนใจของผู้ดู ไม่ควรใช้อัตราส่วนที่เท่ากันเพราะจะทำให้ไม่มีสีใดเด่น ไม่น่าสนใจ

3.การใช้สีตรงกันข้าม
สีตรงข้ามจะทำให้ความรู้สึกที่ตัดกันรุนแรง สร้างความเด่น และเร้าใจได้มากแต่หากใช้ไม่ถูกหลัก หรือ ไม่เหมาะสม หรือใช้จำนวนสีมากสีจนเกินไป ก็จะทำให้ความรุ้สึกพร่ามัว ลายตา ขัดแย้ง ควรใช้สีตรงข้าม ในอัตราส่วน 80% ต่อ20% หรือหากมีพื้นที่เท่ากันที่จำเป็นต้องใช้ ควรนำสีขาว หรือสีดำ เข้ามาเสริม เพื่อ ตัดเส้นให้แยกออก จาก กันหรืออีกวิธีหนึ่งคือการลดความสดของสีตรงข้ามให้หม่นลงไป

สีตรงข้ามมี 6 คู่ได้แก่
สีเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วง
สีแดง ตรงข้ามกับ สีเขียว
สีน้ำเงิน ตรงข้ามกับ สีส้ม
สีเขียวเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วงแดง
สีส้มเหลือง ตรงข้ามกับ สีม่วงน้ำเงิน
สีส้มแดง ตรงข้ามกับ สีเขียวน้ำเงิน

สีร้อน (สีอุ่น) Warm Colors
นับจากโทนสีเหลือง ชมพู แดง ส้ม ม่วง น้ำตาล สีเหล่านี้ให้ความหมายที่เร่าร้อน ก้าวร้าว มีอิทธิพลต่อการ
ดึงดูดและกระตุ้นอารมณ์ได้ มากมายกว่าโทนสีอื่นๆ สีเหล่านี้จะใช้มากกับงานประเภท หัวหนังสือ นิตยาสาร
แค้ตตาล้อก ตลอดจนป้ายโฆาราต่างๆซึ่งจะกระตุ้นความสนใจต่อผู้พบเห็นได้เร็ว
สีโทนร้อน คือสีที่ให้ความหมาย รื่นเริง สดชื่น ฉูดฉาด บาดอารมณ์
สีเย็น (Cool Colors)
เริ่มจากสีเทา ฟ้า น้ำเงิน เขียว สีโทนนี้จัดอยู่ในสีโทนเย็น ให้ อารมณ์ความรู้สึก สงบ สะอาด เย็นสบาย
สีขาว (White)
คือสีแห่งความสะอาด บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา เหมือนกับสำนวนที่ ชอบพูดว่า "เด็กที่เกิดมาเหมือนผ้าขาวที่ยังไม่มีรอยแปดเปื้อน"
สีแดง (Red)
คือสีแห่งความกระตือรือร้น เร่าร้อน รุนแรง สะเทือนอารมณ์ มีพลังความสว่างโชติช่วง เป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ดึงดูด ความสนใจ หากเป็นสีชมพู ซึ่งความเข้มของสีจะจางลงจะให้ความรู้สึกหวานโรแมนติก
ีสีเหลือง (Yellow)
คือสีแห่งความสุขสดชื่น ร่าเริงมีชีวิตชีวา เป็นสีที่เข้าได้กับทุกสี
ีสีเขียว (Green)
คือสีของต้นไม้ ใบหญ้า เป็นสัญลักษณ์ของความสงบ เรียบง่าย ความเข้มของสีเขียวให้ความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์
สีฟ้า (Blue)
คือ สีแห่งท้องฟ้าและน้ำทะเล เป็นสัญลักษณ์ของความสงบ เยือกเย็น มั่นคง แต่เต็มไปด้วยพลัง หากเป็นสีฟ้าอ่อนจะให้ความรู้สึก สดชื่น สวยงาม กระฉับกระเฉงเป็นหนุ่มสาว
ีสีม่วง (Purpke)
คือสีแห่งความลึกลับ ซ่อนเร้น เป็นสีที่มีอิทธิพลต่อจิตนาการ และความอยากรู้อยากเห็นหับเด็ก เช่น เรื่องเทพนิยายต่างๆ
สีน้ำตาล (Brown)
เป็นสีสัญลักษณ์แห่งความร่วงโรยเปรียบเสมือนต้นไม้มีใบร่วงหล่นเมื่อถึงอายุขัย เป็นสีที่ให้ความหมายดูเหมือนธรรมชาติ เช่น สีน้ำตาลอ่อนและสีแก่นของลายไม้เป็นต้น
สีแจ๊ด (Vivid Colors)
คือสีที่สะดุดตาเร็วมองเห็นได้ไกล โทนสีตัดกันแบบตรงข้าม เช่น แดงกับดำ เหลืองกับน้ำเงิน เขียวกับแดง ดำกับเหลืองเป็นต้น สีจำพวกนี้นิยมใช้กันมากในงานของเด็กเล่น ภัตตาคาร ร้านอาหาร ประเภทฟาสท์ฟู้ด ค่าเฟ่ ข้อเสียของสีประเภทนี้หากใช้จำนวนสีมากจะดูลายตา พร่า วิธีใช้ที่ดีควรใช้หนึ่งหรือสองสีเป็นตัวเน้นหนัก
สีทึบ (Dull Color)
คือสีอ่อนที่ค่อนข้างเข้มหรือสีที่เจือจางลง ให้ความรู้สึกที่ สลัวลาง มัว บางครั้งดูเหมือนฝัน และดูคลายเครียด
สีจาง (สีอ่อน) Light Colors
ให้ความหมายที่ดูอ่อนโยน เบาหวิวเหมือนคลื่นเมฆหรือปุยฝ้าย ช่วยทำให้พื้นที่ที่แคบดูให้กว้างขึ้น โทนสีจำพวกนี้จะใช้กันมากกับเสื้อผ้า สตรี ชุดชั้นใน แฟชั่นชุดนอน ในงานศิลปะบางอย่างใช้สีอ่อน เป็นพื้นฉากหลัง เพื่อขับให้รูปทรงลอยเด่นขึ้น
สีทึบ (Dull Color)
คือสีอ่อนที่ค่อนข้างเข้มหรือสีที่เจือจางลง ให้ความรู้สึกที่ สลัวลาง มัว บางครั้งดูเหมือนฝัน และดูคลายเครียด
สีมืดทีบ (Dark Colors)
ให้ความรู้สึกหนัก แข็งแกร่ง เข้ม มีพลัง สังเกตดูได้จากสีเครื่องแต่งกายของทหาร สีสูทของผู้ชาย ชุดฟอร์มของช่าง เป็นต้น

Comment

Comment:

Tweet


surprised smile question embarrassed big smile open-mounthed smile
#22 by (222.123.71.137) At 2010-09-11 19:03,
มันช่วย ได้เยอะ
#21 by slur (118.172.169.85) At 2010-03-20 22:46,
010210sad smile sad smile sad smile
#20 by (112.142.46.178) At 2010-02-23 16:56,
thxsad smile
#19 by (124.157.144.139) At 2010-01-27 16:35,
ดีมากเลยกำลังทามการบ้านเรื่องนีอยู่้open-mounthed smile cry
#18 by tomo (124.120.77.54) At 2009-12-14 19:32,
ดีมักมายเลยเพ่โร้มักเลยเนี้ยะ open-mounthed smile question question question question
#17 by saa-ww (118.173.207.163) At 2009-12-10 16:58,
ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆ ให้ความรู้นค่ะ
big smile
#16 by num (58.8.134.167) At 2009-10-16 07:53,
cry double wink wink surprised smile embarrassed question tongue angry smile sad smile confused smile open-mounthed smile big smile
#15 by เด็กโค่ง (117.47.197.113) At 2008-10-31 11:17,
รัก ทุก คน
dis_good_14@hi5.com
#14 by สมาคมเด็กแว้น (117.47.197.113) At 2008-10-31 11:16,
สวัดดี ทุกคน
dis_good_14@hotmail.com
#13 by สาวเด็กซ่า (117.47.197.113) At 2008-10-31 11:13,
หนูชอบลีววันมากคะtongue question embarrassed
#12 by (117.47.197.113) At 2008-10-31 11:06,
ก็สนุกดีน่ะค่ะ cry double wink wink surprised smile embarrassed question tongue angry smile sad smile confused smile open-mounthed smile big smile
#11 by (117.47.197.113) At 2008-10-31 10:56,
ทำไม
#10 by สน (222.123.236.52) At 2008-07-02 09:33,
tongue
#9 by (203.148.184.3) At 2008-05-21 14:30,
555+
#8 by (203.148.184.3) At 2008-05-21 14:29,
#7 by (203.148.184.3) At 2008-05-21 14:26,
น่าสนใจ
open-mounthed smile
#6 by ต้าร์ (125.26.243.93) At 2007-11-09 11:10,
#5 by นรา (61.19.65.252) At 2007-09-08 13:49,
ก็ดีครับพี่ผมได้รู้เรื่องสีตั่งมาก ขอบคุฌครับ
#4 by inwmaxza (202.57.189.254) At 2007-09-02 10:53,
#3 by (203.113.61.132) At 2006-05-18 21:12,
#2 by (203.113.61.132) At 2006-05-18 21:11,
ผีเข้าเหรอเพื่อน
มาทำ blog มีสาระแบบนี้อ่ะ
55555555555
#1 by moei At 2005-09-08 22:27,